ประวัติศาสตร์หน้าแรกของวงการอิเล็กทรอนิกส์ เริ่มมาจากการประดิษฐ์หลอดรังสีคาโธด
(Cathode Rays Tube) ของเซอร์ วิลเลียม ครุกส์ (Sir William Crookes) ในปี ค.ศ. 1875 อันนำไปสู่การค้นพบรังสีเอ็กซ์โดย เรินท์เกน (Wilhelm Conrad Roentgen)
ในปี ค.ศ. 1895 และการค้นพบอิเล็กตรอนโดย ทอมสัน (Joseph Thomson)
ปี ค.ศ.1896 อิเล็กทรอนิกส์ได้เกิดขึ้น เมื่อมีการส่งสัญญาณวิทยุสำเร็จโดยมาโคน
ีย์ในประเทศอิตาลีและป็อปเวป
ในประเทศรัสเซียโดยใช้อุปกรณ์ที่มีรอยต่อเดียวซึ่งเรียกว่าหนวดแมวหรื
อไดโอดสูญญากาศในปี ค.ศ. 1897
จากนั้นในปี ค.ศ. 1904 เฟลมิง (John Ambrose Fleming)
ได้ประดิษฐ์หลอดไดโอดขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งก็เป็นพื้นฐาน
ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด จากนั้นอีก 2 ปีต่อมา ฟอเรสต์ (Lee De Forest) ก็สามารถประดิษฐ์หลอดไตรโอดซึ่งสามารถควบคุมกระแสการไหลของอิเล็กตรอนได้
ถัดมาอีก 13 ปี คือในปี ค.ศ. 1919 ชอตต์กี (Walter Schottky)
คิดค้นหลอดสุญญากาศแบบหลายขั้ว นอกจากนั้นเขายังได้พัฒนาทฤษฎีที
่ใช้อธิบายการไหลของอิเล็กตรอน
และหลุมในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
พัฒนาการที่สำคัญของวงการอิเล็กทรอนิกส์เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1940
หลังจากที่หลอดสุญญากาศแสดงบทบาท ในฐานะอุปกรณ์ควบคุมใน
เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายมาร่วม 3 ทศวรรษ โดยโอลห์ (Russell Shoemake Ohl) ค้นพบว่าผลึกซิลิกอนสามารถจะนำมาสร้างเป็นอุปกรณ์ไดโอดได้ ซึ่งนำไปส
ู่การคิดค้นทรานซิสเตอร์ของ ชอคลี (William Bradford Schockley) แบรตเทน
(Walter H. Brattain) และ บาร์ดีน (John Bardeen)
ค.ศ. 1947 วินส์เลียม ช๊อกเลย์ (William Schockley) จอห์นบาร์ดีน (John Bardeen)
และวาล์เตอร์ บราท์เทรน (Walter Brattain) ทีมวิจัยของห้องปฏิบัติการเบล เทเลโฟน ได้พัฒนาทรานซิสเตอร์แบบจุดสัมผัส เป็นอุปกรณ์ โซลิสเตตที่ไม่มีสุญญากาศ
ในปี ค.ศ. 1948 หลังจากนั้นอุปกรณ์พวกสารกึ่งตัวนำได้เริ่มเข้ามาแทนที่หลอดสุญญากาศ ทำให้เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ มีขนาดเล็กลงและราคาถูกลงมาก อย่างไรก็ตามก็ยังไม่เป็นที่พึงพอใจของอุตสาหกรรมเท่าไรนัก เนื่องจากว่าการสร้างเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ยังคงต้องนำอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ
จำนวนมากมาต่อเชื่อมกันให้เป็นวงจรรวม ซึ่งเป็นงานที่ค่อนข้างยุ่งยาก
จึงเกิดแนวความคิดที่จะทำให้อุปกรณ์หล่านั้น รวมทั้งวงจร
ถูกยุบรวมเข้าไปบนสารกึ่งตัวนำที่เป็นชิ้นเดียว
และแล้วในปี ค.ศ. 1959 เออร์นี (Jean Hoerni) และ นอยซ
์ (Robert Noyce) ก็สามารถพัฒนาแผงวงจรรวมดังกล่าว (Integrated Circuit หรือ IC) ได้สำเร็จ และเพียงปีเดียวเท่านั้นแผงวงจรรวมดังกล่าวก็เข้าไปแทนที่อุปกรณ
์สารกึ่งตัวนำแบบแยกส่วนถึง 90% เลยที่เดียว
ปี ค.ศ. 1960 นั้น วงจรรวมยังไม่มีความซับซ้อนมาก โดยอาจมีทรานซิสเตอร์ประมาณ 20-200 ตัว
ต่อแผ่นชิพหนึ่งแผ่น และเพิ่มขึ้นมาเป็น 200-5000 ตัวในช่วงปี 1970 ปัจจุบันนี้เรามีแผงวงจรรวมที่มีทรานซิสเตอร์นับล้านตัวเลยทีเดียว และ แจ็ก คิลบี
(Jack Kilby) ของบริษัท Texas Instruments และ โรเบิตร์ โนย์ซี ( Robert Noyce)
จากบริษัท Fairchild Semiconductor ได้ประดิษฐ์วงจรรวม (IC)เป็นผลสำเร็จซึ่งถือว่าพวกเขาเป็นผู้ปฏิวัติอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
แนวคิดการสร้าง IC ก็คือ พยายามเจือสารให้วงจรที่ประกอบด้วยทรานซิสเตอร์ ตัวต้านทานและตัวเก็บประจุที่มีจำนวนมาก ๆไว้ในสารกึ่งตัวนำเดียวกัน ทำให้วงจรม
ีขนาดเล็กมาก ใช้กำลังต่ำ ประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น แต่ราคาต่ำลง
ค.ศ. 1987 เป็นยุคอิเล็กทรอนิกส์สมัยได้เกิดขึ้นเมื่อ คีดีฟอร์เรส (DLEE De Forest) ได้เพิ่มกริดเข้ากับหลอดสูญญากาศเพื่อควบคุมการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน ซึ่งการค้นพบครั้งนี้เป็นพื้นฐานของการขยายสัญญาณ
|